วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

ไฮเปอร์แบริก Hyperbaric



...รักษาสมองและร่างกาย ด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ 100%

"เมื่อการรักษา...ไม่ได้ขีดวงจำกัดในแนวทางเดิมๆ

ผู้คนจึงมีหนทางเลือกมากขึ้น"







คำว่า ไฮเปอร์แบริก (Hyperbaric) น่าจะเป็นคำที่ไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยสักเท่าไหร่ ด้วยเป็นแพทย์ทางเลือกที่ยังถือว่าใหม่สำหรับบ้านเราอยู่มาก




แต่ถึงจะเป็นเรื่องใหม่ก็อยากให้ทำความรู้จักไว้ค่ะ เพราะการทดลองรักษาเป็นเวลากว่า 10 ปี ในวงการแพทย์ทั่วโลก เช่น ประเทศอเมริกา แคนนาดา อังกฤษ ฯลฯ ไฮเปอร์แบริก มีผลต่อการรักษาโรคต่างๆ หลายโรค จึงอาจเป็นทางเลือกในการรักษาสำหรับคนไทยอย่างเราๆ ท่านๆ ได้

ผลการรักษาที่น่าสนใจเห็นควรหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังสำหรับการรักษาด้วย ไฮเปอร์แบริก น่าจะเป็นผลการรักษาของแพทย์ในหลายๆ ประเทศ และผลการวิจัยของ American College of Hyperbaric Medicine พบว่า เด็กผิดปกติทางสมอง CP (Cerebral Palsy) เด็กสมองพิการจากขาดออกซิเจนหลังคลอด ที่รักษาด้วย ไฮเปอร์แบริก มีการพัฒนาที่ดีขึ้นค่ะ

ผลที่ว่านี้คนทั่วไปฟังดูอาจจะรู้สึกเฉยๆ แต่สำหรับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ที่ต้องดูแลบุตรหลานที่มีปัญหาเหล่านี้ คงจะมีความรู้สึกตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

ก็อย่างที่ทราบๆ กัน สมองเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญ สมองเป็นศูนย์กลางของความฉลาด เป็นอวัยวะที่แปลสัญญาณของเส้นประสาท และกระตุ้นให้ร่างกายเคลื่อนไหว เช่น นั่ง ยืน เดิน วิ่ง รวมทั้งควบคุมความรู้สึกนึกคิด และการเรียนรู้ ตลอดจนการเติบโตของร่างกาย ซึ่งในเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่า มีความผิดปกติทางสมอง หรือพิการทางสมองนั้น จะไม่สามารถเติบโตได้เหมือนเด็กปกติทั่วไป มีปัญหาในการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้ออ่อนแรง งุ่มง่าม เคลื่อนไหวช้า การทรงตัวไม่ดี บางรายอาจมีความบกพร่องอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น บกพร่องการได้ยิน การมองเห็น การเรียนรู้ เป็นต้น ซึ่งในอดีต พ่อ แม่ หรือ ผู้ปกครองของเด็กๆ เหล่านี้ไม่มีโอกาสเลือกช่องทางอื่นๆ ในการรักษาให้แก่บุตรหลานของตนมากนัก การรักษาด้วย ไฮเปอร์แบริก จึงเป็นทางเลือกของแพทย์ทางเลือก (Alternative Medicine) ที่เข้ามาเป็นความหวังในการรักษาบุตรหลานของตนให้ดีขึ้น

แล้ว ไฮเปอร์แบริก คืออะไร ช่วยรักษาเด็กที่มีความผิดปกติทางสมองให้ดีขึ้นอย่างไร หรือมีผลดีต่อการรักษาต่างๆ อย่างไร เดี๋ยวค่อยมาว่ากัน

ก่อนอื่นขอแนะนำให้รู้จักแพทย์ที่คิดค้นการรักษาด้วยวิธีนี้กันก่อนค่ะ วงการแพทย์ได้อุทิศความดีและการเสียสละนี้ให้แก่ Dr. Richard A. Neubauer, M.D แพทย์ผู้นำในด้านการศึกษาค้นคว้าวิจัยในการรักษาเด็กผิดปกติทางสมอง CP (Cerebral Palsy) และสมองพิการ ด้วย Hyperbaric Oxygen จนเป็นที่ยอมรับและได้เผยแพร่การรักษาด้วยวิธีนี้ไปทั่วโลก

ที่นี้มาดูว่า ไฮเปอร์แบริก ที่เกริ่นมาเสียยืดยาว คืออะไร? กันค่ะ




ไฮเปอร์แบริก คือ การรักษาของแพทย์อีกวิธีหนึ่ง ด้วยการให้ผู้ป่วยหายใจด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์(100%) ภายใต้ความกดบรรยากาศที่สูง ภายในห้องปรับอากาศ เรียกว่า HBOT (Hyperbaric Oxygen therapy) โดยการรักษาด้วยวิธีนี้จะทำให้ออกซิเจนซึมเข้าสู่สมอง, เลือด, พลาสม่า, กล้ามเนื้อ และน้ำในไขกระดูกสันหลังมากขึ้น

การรักษาด้วยวิธีนี้ไม่มีขั้นตอนอะไรยุ่งยาก แพทย์จะให้ผู้ป่วยหายใจรับออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ในเครื่อง Hyperbaric Chamber ซึ่งเป็นการรักษาแบบไม่กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย แพทย์จะให้คนไข้นั่งหรือนอนกับคุณแม่หรือคุณพ่อในห้อง Hyperbaric Chamber ครั้งละ 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัย สะดวก และเรียบง่าย ในบรรยากาศที่ครอบครัวนั่งร่วมกันในขณะที่รักษา เห็นมั้ยคะว่า ไม่มีอะไรน่ากลัว หรือยุ่งยากเลย

ว้า...หน้ากระดาษหมดพอดี เห็นทีจะต้องยกเรื่องประโยชน์ของการรักษาด้วยไฮเปอร์แบริกไปต่อกันในฉบับหน้าแล้วล่ะค่ะ ห้ามพลาดนะคะ















"สิว" รอยแผลเป็นของวัยรุ่น




ผิวสวยหน้าใสเป็นสิ่งปรารถนาสำหรับทุกท่าน การดูแลสุขภาพผิวถูกวิธีจะช่วยให้ท่านมีผิวพรรณที่ดี ช่วยเสริมบุคลิกภาพการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่,การพักผ่อนที่เพียงพอ,ดื่มน้ำสะอาดวันละ 1-2 ลิตร รวมถึงการหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยการสวมเสื้อผ้าที่เหมาะสม และใช้ยาทากันแดด จะช่วยชะลอปัญหาผิวพรรณหมองคล้ำหยาบกร้านก่อนวัยอันสมควร อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะได้มีการดูแลผิวพรรณแล้ว แต่มีปัจจัยบางอย่างในแต่ละช่วงอายุที่ทำให้เกิดปัญหาผิวพรรณ เช่นปัญหาการเกิดสิวในช่วงวัยรุ่น,ปัญหาฝ้า กระ
ในผู้สูงอายุ


เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งทำให้การทำงานของต่อมไขมันเพิ่มมากขึ้น เป็นผลให้เกิดเป็นสิวอักเสบ บางครั้งทิ้งริ้วรอยไว้เป็นแผลและรอยขรุขระที่ผิวหนัง ทำให้วัยรุ่นบางคนขาดความมั่นใจในตนเอง การแก้ไขปัญหารอยแผลเป็นจากสิวทำได้โดยการหลีกเลี่ยงสาเหตุกระตุ้นการเกิดสิว ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดแผลเป็น โดยการดูแลสุขภาพผิว เช่น การพักผ่อนที่เพียงพอ หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว เช่น ความร้อน, แสงแดด, มลภาวะจากควันรถยนต์, การแต่งหน้าเข้มเกินไป พยายามหลีกเลี่ยงการบีบ แคะ แกะ เกา เพราะจะทำให้เกิดแผลเป็นเพิ่มขึ้น


อย่างไรก็ดี แพทย์ผิวหนังมีการรักษาที่ช่วยเหลือในกรณีเกิดแผลเป็นแล้ว ได้แก่

การใช้ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ ช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างเส้นใยคอลลาเจนทำให้แผลตื้นขึ้น

การแต้มแผลเป็นด้วยน้ำยา TCA หลังแต้มน้ำยาแล้วจะเกิดสะเก็ดสีดำที่ตำแหน่งแต้มยา สะเก็ดจะหลุดลอกภายใน 1 สัปดาห์

การทำไอออนโต (Iontophoresis) เป็นวิธีการที่ใช้กระแสไฟฟ้าอย่างอ่อน ๆ ช่วยผลักประจุยาเข้าสู่ผิวหนัง หลังจากทำอาจมีใบหน้าแดงเรื่อ ๆ ซึ่งจะหายไปได้เองภายใน 1 วัน

การผลัดผิวโดยวิธี MD (Microdermabrasion) เป๋นการผลัดผิวโดยใช้หลักการพ่นผง Crystal ซึ่งทำด้วยผลึกอลูมิเนียมอ๊อกไซด์ที่มีขนาดเล็กเท่าทรายละเอียด เพื่อขัดผิวส่วน
ขี้ไคล และหนังกำพร้าส่วนบนให้หลุดไป หลังจากนั้นจะมีการ
สร้างเซลล์ขึ้นใหม่ เพื่อทดแทน

การรักษาโดยการใช้เลเซอร์ ในปัจจุบันมีเลเซอร์ที่สามารถกระตุ้นเส้นใยคอลลาเจนเพื่อช่วยให้แผลเป็นจากสิวตื้นขึ้นโดยไม่ทำให้เกิดแผลที่ใบหน้า และไม่มีอาการเจ็บ หลังทำการรักษาด้วยเลเซอร์ชนิดนี้สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ
แต่ต้องอาศัยการรักษาหลายครั้ง
การรักษาโดยวิธีดังกล่าวข้างต้นให้ผลการรักษาที่แตกต่างขึ้นกับลักษณะ
ของแผลเป็น อย่างไรก็ดี ผลที่ได้จากรักษาคือ
ทำให้สภาพผิวเรียบเนียนขึ้นจากเดิม จำเป็นต้องใช้เวลา
ในการรักษาตามแต่ลักษณะผิวเดิม































































เริ่มต้นสายใยรัก...กับการฝากครรภ์






พูดถึงเรื่อง "การฝากครรภ์" คุณแม่มือใหม่ที่มีประสบการณ์เป็นครั้งแรก ย่อมมีอาการตื่นเต้นบ้างเป็นธรรมดา ขณะที่คุณแม่ซึ่งเคยมีประสบการณ์ตั้งครรภ์มาแล้วก็คงพอรู้ ๆ ธรรมเนียมอยู่บ้าง จริง ๆ แล้วการไปฝากครรภ์ครั้งแรกไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกครับ เป็นสิ่งที่คุณแม่ทุกคนควรปฏิบัติเนื่องจากการฝากครรภ์เป็นเรื่องจำเป็นทั้งต่อสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์



เมื่อคุณแม่ไปฝากครรภ์ครั้งแรก สิ่งที่คุณหมอจะถามก็มักหนีไม่พ้นประวัติความเป็นมาของคุณแม่หลาย ๆ ประการ อย่าคิดว่าหมอซอกแซกหรืออยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่นนะครับ เพราะข้อมูลที่ได้มีความสำคัญและจะเป็นผลดีต่อคุณแม่เอง จึงต้องให้รายละเอียดตามความเป็นจริง


ขอยกตัวอย่าง สิ่งที่คุณหมอจะต้องถามแน่ ๆ อย่างเช่น ประวัติประจำเดือนและการคุมกำเนิด ปกติหมอจะถามถึงวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย เพื่อใช้ในการคำนวณหาอายุครรภ์และกำหนดคลอด


ประวัติเกี่ยวกับโรคทางกรรมพันธุ์ในครอบครัวก็เป็นสิ่งจำเป็น ที่ต้องแจ้งให้หมอทราบครับ อย่างโรคบางอย่าง อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคเลือด ที่ล้วนแต่ไม่น่าพิสมัยเหล่านี้ ก็อาจเป็นอาการแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์ได้


นอกจากนั้นหมอจะถามไปถึงประวัติความเจ็บป่วยในอดีต บางคนมีโรคประจำตัวบางอย่างที่อาจมีผลต่อการตั้งครรภ์ หรือการตั้งครรภ์อาจมีผลต่อโรคที่เป็นอยู่ อย่างนี้ก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือ หรือในรายที่รับประทานยาบางอย่างอยู่เป็นประจำ หมอจะพิจารณาว่ายานั้นจะมีผลต่อทารกในครรภ์หรือไม่ ถ้าจำเป็นอาจต้องปรับเปลี่ยนตามเหมาะสม


ส่วนคุณแม่ที่เคยผ่านการมีบุตรมาแล้ว จำเป็นต้องถามเพิ่มเติมในเรื่องประวัติการคลอดในครรภ์ก่อน ๆ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลประกอบในการดูแลครรภ์ในครั้งนี้ด้วยครับ


ดังนั้น คุณแม่มือใหม่ที่ไปฝากครรภ์ครั้งแรก ก็อย่ามัวแต่เตรียมใจอย่างเดียวนะครับ ควรเตรียมข้อมูลที่ละเอียดชัดเจนไว้ตอบคำถามคุณหมอด้วย จะได้ไม่รู้สึกหนักใจทั้งคุณหมอและคุณแม่...ฝากครรภ์ครั้งแรกก็จะผ่านพ้นไปโดยราบรื่นครับ


วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553

เริ่มต้นสุขภาพดี...เริ่มต้นที่ตัวคุณ









"อโรคยา ปรมาลาภา "ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ "


ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยใด ควรดูแลเอาใจใส่หรือบำรุงรักษาสุขภาพอยู่เสมอ เพื่อช่วยให้ร่างกายคงสภาพที่ดี ไม่เสื่อมก่อนวัย และหลีกหนีจากโรคภัยไข้เจ็บอันไม่พึงปรารถนาต่าง ๆ


อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง มิได้หมายความว่า สุขภาพจะดีได้ตลอดไป ด้วยปัจจัยทั้งภายในและภายนอก เช่น กรรมพันธุ์ วัยที่เพิ่มขึ้น สภาพแวดล้อม สภาพการดำเนินชีวิต ฯลฯ ล้วนส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสุขภาพ การป้องกันล่วงหน้าด้วย "การตรวจสุขภาพประจำปี" จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ไม่น่ามองข้าม








การตรวจสุขภาพ อาจไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปของการมีสุขภาพที่ดี แต่อย่างน้อยก็เป็นหลักประกันได้ในระดับหนึ่ง ทำให้คุณทราบถึงสุขภาพ ร่างกายโดยรวม ที่สำคัญเป็นการตรวจหาโรคบางอย่างที่อาจซ่อนเร้นอยู่โดยไม่รู้ตัว การตรวจพบโรคแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ง่ายต่อการวางแผนรักษาสำหรับแพทย์ โดยเฉพาะโรคร้ายที่อาจลุกลามหรือยากต่อการรักษา หากแพทย์สามารถตรวจพบอาการของโรคได้เร็ว โอกาสในการป้องกันหรือรักษาก็มีมากขึ้น




ทางการแพทย์ต่างเห็นตรงกันว่า การตรวจสุขภาพ เช่น ตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด, ระดับไขมันในเลือด, การทำงานของตับ ไต ฯลฯ ควรทำเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง อายุที่แนะนำให้เริ่มตรวจคือ ตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป




ส่วนการตรวจพิเศษเพิ่มเติมอย่างอื่น มักแนะนำในรายที่มีอายุเพิ่มมากขึ้น หรือมีประวัติการเจ็บป่วยหรือประวัติครอบครัว บ่งชึ้ถึงความจำเป็นว่าควรตรวจเพิ่มเติม แต่โดยทั่วไปสถานพยาบาลมักมีโปรแกรมตรวจสุขภาพที่พิจารณาแล้วว่าเหมาะกับแต่ละช่วงอายุหรือเพศ อาทิ โปรแกรมตรวจสำหรับคุณผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป จะตรวจหา "มะเร็งปากมดลูก" และ "มะเร็งเต้านม" ซึ่งเป็นเพชฆาตเงียบที่น่ากลัว หากตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เปอร์เซ็นต์รักษาให้หายขาดจะมีสูงมาก หรือคุณผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ก็มักจะเพิ่มการตรวจ "มะเร็งต่อมลูกหมาก" เข้าไปด้วย หรือโปรแกรมพิเศษอย่างการตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน เพื่อค้นหาโรคที่อาจเป็นอุปสรรคต่อชีวิตสมรสหรือบุตรที่จะเกิดมา อาทิ โรคเอดส์ ซิฟิลิส ธาลัสซีเมีย ฮีโมฟีเลีย ไวรัสตับอักเสบบี ฯลฯ ก็จัดเตรียมไว้ให้เช่นกันค่ะ




คนเราจะมีสุขภาพกายสมบูรณ์แข็งแรง และคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ต้องใส่ใจดูแลทั้งในเรื่องอาหาร , การออกกำลังกาย , การจัดการความเครียด ฯลฯ และอย่าละเลย การตรวจเช็คสุขภาพประจำปีเพื่อตรวจหาความผิดปกติด้วยนะคะ














เซ็กซ์ไม่สะดุด...ถึงหมดประจำเดือน



อย่ากลัวเกินเหตุไปครับ จากการสำรวจพบว่าผู้หญิงไม่ต่ำกว่า 80% มีความรู้สึกสนองตอบทางเพศเหมือนเดิมหรือไม่ก็สูงขึ้นในช่วงใกล้หมดประจำเดือนและหลังจากนั้น มีหลายคู่ทีเดียว...ที่รู้สึกว่าเซ็กซ์ดีขึ้นด้วยซ้ำ เนื่องจากหมดกังวลเรื่องตั้งครรภ์ หรือไม่ต้องพะวงเกี่ยวกับการคุมกำเนิดอีก แถมยังมีเวลาอยู่กับคู่ใจมากขึ้นด้วย

ส่วนปัญหาสภาพร่างกายและอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นช่องคลอดมีน้ำหล่อลื่นน้อยลง ความต้องการทางเพศเปลี่ยนแปลงไป รู้สึกกังวลเรื่องรูปร่างและวัยที่ร่วงโรย มีปัญหาความสัมพันธ์หรือการที่ต้องปรับตัวในช่วงวัยกลางคน ปัญหาเหล่านี้มักจะเป็นอยู่ชั่วคราว ครั้นสามารถปรับตัวปรับใจจนเข้าที่เข้าทาง ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเองครับ

หรือบางทีคุณอาจจะต้องเปิดใจคุยกับสามีให้รับรู้ถึงความรู้สีกบ้าง อย่าคิดว่าอยู่กันมานานเขาน่าจะเข้าใจความต้องการของคุณ ว่ากันว่าสามี่ภรรยาที่พูดคุยกันได้อย่างเปิดเผยมักมีความสัมพันธ์ทางเพศดีขึ้นและปัญหาต่างๆ ก็มักคลี่คลายไปทางบวก

การเล้าโลมก่อนการปฏิบัติกิจก็มีความจำเป็นครับ อันนี้คงต้องพูดคุยให้เข้าใจกัน ถ้าจำเป็นอาจต้องใช้ครีมหล่อลื่นเข้าช่วย ส่วนการใช้ฮอร์โมนทดแทนก็อาจช่วยให้การมีเซ็กซ์ดีขึ้น แต่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน อย่าริไปลองยาอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า

นอกจากนั้นคุณอาจต้องปรับทัศนคติเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์เสียใหม่ ควรคิดถึงคุณภาพมากกว่าปริมาณไม่ตีกรอบตึงเกินไปจนทำให้เกิดความเครียด และเผื่อใจว่าอาจต้องใช้เวลานานขึ้น

หรือคุณอาจพลิกแพลงหาวิธีอื่นๆ ที่จะปรับปรุงเซ็กซ์ให้ดีขึ้น เป็นต้นว่า อาจใช้แสงไฟ น้ำหอมหรือดนตรีช่วยสร้างบรรยากาศ หรือสื่อความรู้สึกถึงกันด้วยการสัมผัส เช่น อาบน้ำด้วยกัน ถูหลังให้กัน ฯลฯ นอกจากนั้นก็อย่ามองข้ามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น ไม่ควรปล่อยเนื้อปล่อยตัวทั้งในเรื่องการแต่งตัวหรือการรักษาความสะอาด เป็นต้น

จะปล่อยให้ภาวะหมดประจำเดือนมาทำลายเซ็กซ์ของคุณอยู่ทำไม? พยายามขจัดข้อจำกัดหรืออุปสรรคต่างๆ ออกไปทีละเปลาะ เพื่อให้เซ็กซ์ของคุณกลับมาสดใสอีกครั้งครับ

คิดก่อนใส่...บิ๊กอายส์






...สมัยหนึ่งคอนแทคเลนส์หลากสีเคยฮิตในหมู่วัยรุ่น เราเลยได้เห็นวัยโจ๋มีตาสีเขียวบ้าง สีฟ้าบ้าง เทาบ้าง เดี๋ยวนี้มีกระแสใหม่เข้ามาระบาดในหมู่วัยรุ่นหญิง นั่นคือ แฟชั่นบิ๊กอายส์ ใส่คอนแทคเลนส์ เพื่อให้มองเห็นตากลมโตตามแบบดาราเกาหลีหรือญี่ปุ่น ซี่งคอนแทคเลนส์ประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นเลนส์ใสบริเวณตรงกลาง ส่วนบริเวณขอบเลนส์จะมีสีดำ หรือสีเข้มต่างๆ ทำให้มองเห็นว่าผู้ใส่มีตากลมโตกว่าปกติ


เห็นแล้วก็ได้แต่อึ้งๆ กับการนำคอนแทคเลนส์มาประยุกต์ใช้เพื่อความสวยงามทำนองนี้ และก็อดห่วงไม่ได้ เพราะหากใช้ไม่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ยิ่งเป็นคอนแทคเลนส์แฟชั่นที่มีขายกันทั่วไป ซึ่งไม่รู้ว่ามีคุณภาพหรือมาตรฐานเพียงใด หรือบางคนใส่ไม่ถูกวิธี ดูแลทำความสะอาดไม่เป็น ก็อาจมีการแพ้, ติดเชื้อ, กระจกตาเป็นแผล ไปจนถึงขั้นทำให้ตาบอดได้


รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าคิดแต่อยากสวยอยากเท่ตามแฟชั่นอย่างเดียว เดี๋ยวจะไม่คุ้มเสีย ดวงตาเป็นอวัยวะที่บอบบางและต้องการ การทะนุถนอม จึงควรระมัดระวังปัญหาที่อาจจะเกิดตามมากันด้วยนะคะ ส่วนน้องๆ ที่มีความจำเป็นต้องใส่คอนแทคเลนส์ เพื่อปรับสายตา หรือแก้ไขความบกพร่องในการมองเห็น มีข้อแนะนำดังนี้

  • ไม่ควรซื้อคอนแทคเลนส์จากร้านค้าทั่วไปมาใส่เอง แต่ควรรับการตรวจตาจากจักษุแพทย์ก่อน จักษุแพทย์จะพิจารณาเลนส์ที่เหมาะพอดีกับดวงตาให้

  • การล้าง แช่ เก็บ และล้างก่อนสวมใส่ จะต้องแน่ใจว่าสะอาดจริงๆ เพราะถ้าเลนส์สกปรกมีเชื้อโรคอาจทำให้ตาอักเสบได้

  • ควรเลิกทำพฤติกรรมบางอย่างที่จะก่อปัญหายุ่งยากในภายหลัง เช่น ใส่ขณะว่ายน้ำ, ใช้เลนส์ร่วมกับผู้อื่น, ใส่นอนหลับ ใส่ข้ามวันข้ามคืนโดยไม่ได้ถอดล้าง เป็นต้น

  • ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นมาก ควรสวมแว่นตาป้องกัน เพราะฝุ่นละอองอาจปลิวมาติดแนบอยู่ด้านหลังของเลนส์ทำให้ระคายเคืองตา หรือเกิดรอยขีดข่วนที่กระจกตา

  • หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับดวงตาจากการใส่คอนแทคเลนส์ ควรปรึกษาจักษุแพทย์

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

ความรู้คู่ความสวย

ไฮเปอร์แบริก Hyperbaric



ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะส่งผลให้
  • สมองและร่างกายได้รับออกซิเจนสูงกว่าการให้ออกซิเจนตามปกติหลายเท่า จนสามารถช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น รวมถึงการช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทในส่วนต่างๆ ของร่างกาย

  • ให้ประโยชน์ในด้านการเพิ่มออกซิเจนอย่างเข้มข้น ซึ่งจะช่วยเสริมออกซิเจนทันทีให้กับสมองหรือเนื้อเยื่อที่เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงไม่เพียงพอ โดยแรงดันในห้องปรับบรรยากาศ จะส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในพลาสม่าสูงขึ้น 10 - 15 เท่า และจะทำให้ระดับของออกซิเจนในเลือดแดงสูงขึ้นตามมาด้วย เป็นผลให้ออกซิเจนแพร่ออกจากเส้นเลือดฝอยได้ไกลเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า เพื่อไปเลี้ยงสมองและร่างกายส่วนปลายได้อย่างเพียงพอ

  • เพิ่มสเต็มเซลล์ (Stem Cells) หรือเซลล์ต้นกำเนิดในร่างกาย โดยออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% จะกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเซลล์ต้นกำเนิดออกจากไขกระดูก ซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิดของหลอดเลือดที่มีส่วนสำคัญในการสร้างเส้นเลือดขึ้นใหม่ทดแทนในส่วนที่ขาดเลือดหรือบริเวณที่เป็นแผล


  • ช่วยสร้างคอลลาเจนและเส้นเลือดใหม่ ซึ่งผลการรักษาจากการให้ออกซิเจนบริสุทธิ์ทำให้เกิดการแบ่งตัวของเซลล์อ่อนและทำให้มีการสร้างคอลลาเจน (Collagen) ใหม่ รวมถึงการสร้างเส้นเลือดฝอยเพิ่มขึ้นในบริเวณที่ขาดเส้นเลือด เช่น เนื้อเยื่อที่บาดเจ็บจากการฉายแสงรังสี กระดูกติดเชื้อ และแผลเรื้อรังชนิดต่างๆ เช่น แผลเบาหวาน เป็นต้น



จากประโยชน์ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมา การรักษาด้วย ไฮเปอร์แบริก จึงก่อเกิดผลดี ไม่เพียงเฉพาะในเด็กผิดปกติทางสมอง CP (CEREBRAL PALSY) เด็กออทิสติก เด็กสมองพิการจากขาดออกซิเจนหลังคลอด ตามที่ได้คุยกันไปในคราวก่อนเท่านั้น

ผลการรักษาด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ยังมีผลดีต่อการรักษาโรคต่างๆ ดังต่อไปนี้

- เด็กสมองพิการจากการชัก

- ระบบประสาทไม่ทำงาน

- โรคอัมพฤกษ์ - อัมพาตจากเส้นเลือดในสมองตีบ

- ปวดศีรษะเรื้อรังหรือปวดหัวไมเกรน

- ช่วยเพิ่มการสมานแผลให้เร็วขึ้นในแผลผ่าตัด

- โรคโลหิตจางหรือขาดเลือด

- บาดแผลจากไฟไหม้

- ผิวหนังไหม้จากการฉายแสง-รังสี

- แผลที่ไม่สมานของเหงือกและกระดูกจากงานทันตกรรมที่เกิดจากการฉายแสง

- แผลอักเสบเรื้อรัง

- แผลเท้าอักเสบจากเบาหวาน

ติดตามอ่านกันมาถึง 2 ฉบับ คงเปิดมุมมองเกี่ยวกับ ไฮเปอร์แบริก กันไปไม่มากก็น้อย และเชื่อว่า ไฮเปอร์แบริก น่าจะเป็นอีกหนึ่งในแพทย์ทางเลือกที่หลายๆ ท่านเริ่มหันมาให้ความสนใจกันบ้างนะคะ