แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยันฮี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยันฮี แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553

อิเล็คโตรพอเรชั่น (Electrophoresion)


เพื่อผิวหน้าขาวใส..ลดเลือนริ้วรอย..รับมือรอยดำ และ ริ้วรอย ปัญหาหนักอกของสาวน้อยสาวใหญ่ ด้วยทางเลือกใหม่อิเล็คโตรพอเนชั่น สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูง


อิเล็คโตรพอเรชั่น ฟังชื่อแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องใหม่ถอดด้าม แต่อันที่จริง อิเล็คโตรพอเรชั่นใช้หลักการทำงานคล้ายคลึงกับไอออนโต (Ionto) ที่เราๆท่านๆต่างคุ้นเคยกันนั่นแหละค่ะ


อิเล็คโตรพอเรชั่น คือ การนำหรือผลักสารละลายยา(ยาบำรุงผิวหรือวิตามิน) ให้ซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนัง โดยใช้กระแสไฟที่มีความต่างศักย์สูง และปล่อยเป็นจังหวะบริเวณผิวหนัง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวของโครงสร้างชั้นไขมันที่เยื่อหุ้มเซลล์ โดยเฉพาะที่ผิวชั้นบนสุดซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยเซลล์ผิวที่ตายแล้ว เป็นผลให้เกิดรูหรือเส้นทางใหม่ที่ทำให้เพิ่มการเเพร่ซึมผ่านได้มากขึ้น


ถึงหลักการจะคล้ายกัน แต่เมื่อเทียบประสิทธิภาพแล้ว อิเล็คโตรพอเรชั่น ให้ผลการรักษาที่เหนือกว่าไอออนโต เพราะสามารถผลักตัวยาเข้าสู่ชั้นผิวหนังได้ดีกว่า เป็นการต่อยอดแวดวงการรักษาผิวพรรณเพื่อความขาวใส ลดเลือนริ้วรอย ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง


ส่วนใครที่เป็นกังวลว่าการรักษาด้วยอิเล็คโตรพอเรชั่น มีกระแสไฟมาเกี่ยวข้องจะน่ากลัวมั้ย มีอันตรายหรือเปล่าก็ไม่ต้องกังวลค่ะ เนื่องจากกระแสไฟที่ปล่อยออกมานั้นเพียงเล็กน้อยมาก ไม่มีอันตรายต่อผิวหน้าส่วนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชั้นไขมันที่เยื่อหุ้มเซลล์ดังที่บอกไปนั้นเมื่อการรักษาเสร็จสิ้นก็จะกลับคืนสู่สภาพเหมือนโครงสร้างเดิมอย่างสมบูรณ์เช่นกัน


ที่นี้มาดูว่า ก่อนทำต้องเตรียมตัวอย่างไรกันบ้างค่ะ การรักษาด้วยวิธีนี้ไม่มีอะไรยุ่งยาก ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวใดๆ คนไข้สามารถเดินเข้าไปปรึกษาแพทย์ผิวหนังได้เลย ถ้าสภาพผิวหน้าพร้อมก็เพียงแค่ล้างหน้าให้สะอาดก่อนทำ คนไข้มักสงสัยว่าระหว่างทำจะเจ็บไหม วิธีนี้คนไข้จะรู้สึกเหมือนกับกล้ามเนื้อหดตัว ไม่เจ็บปวด ใช้เวลาทำครั้งละ 30 นาที ส่วนจะทำกี่ครั้งนั้น โดยทั่วไป เพื่อให้ผลการรักษาออกมาดี ควรทำการรักษา 8-10 ครั้ง โดยใน 3 สัปดาห์แรกทำ 2 ครั้ง/สัปดาห์ สัปดาห์ต่อมาทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ส่วนจะน้อยจะมากกว่านี้คงต้องขึ้นกับปัญหาของผิวพรรณ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมเป็นรายๆไปค่ะ


หลังการรักษาผิวหน้าไม่แดง สามารถแต่งหน้าทาครีม ทาครีมกันแดดได้ตามปกติ หรือถ้าแพทย์มีคำแนะนำอื่นๆ ที่จะเป็นผลดีต่อการรักษา ก็ขอให้ปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัดด้วยนะคะ ผิวหน้าจะได้สวยใสหรือริ้วรอยลดเลือนลงอย่างที่ต้องการ




ผิวสวย หน้าใส คิว-เรย์


คิว-เรย์ (Q-ray Laser) รักษารอยแผลเป็น..คืนความเรียบเนียนให้ผิวหน้า คิว-เรย์ที่หยิบมาฝากกัน อาจจะฟังชื่อแล้วไม่คุ้นหูสักเท่าไหร่ แต่เชื่อว่าน่าจะครองใจคนรักสวยรักงามได้ไม่ยากในอนาคตอันใกล้นี้


คิว-เรย์ ใช้หลักการของ Fractional Co2 Laser นั่นคือการฉายแสงเป็นจุดเล็กๆลงสู่ผิวหนังบริเวณที่ทำการรักษาเมื่อแสงสัมผัสกับผิวจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนไปกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นทดแทนเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพ จึงช่วยลดริ้วรอยในระดับติ้นได้ดี อาทิ รอยแผลเป็นจากสิว อีสุกอีใส กระชับรูขุมขน ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น


จุดเด่นของคิว-เรย์


  • สามารถรักษารอยแผลเป็นต่างๆอาทิแผลเป็นหลุมสิว , กระชับรูขุมขน , แผลหลุมจากสุกใส , แผลหลุมอื่นๆ

  • สามารถปรับกำลังแสงเลือกขนาดของพื้นที่หรือรูปแบบการฉายแสง

  • ให้เหมาะสมกับบริเวณที่ทำการรักษาและมีระบบปรับความเย็นที่ผิวหนัง ผลการรักษาจึงมีความปลอดภัย

  • การรักษาเหมาะกับคนไข้ทุกสภาพผิว

สำหรับขั้นตอนการรักษาด้วยคิว-เรย์ ไม่มีอะไรยุ่งยาก ก่อนทำจะทายาชาเพื่อไม่ให้คนไข้รู้สึกเจ็บ เป็นการป้องกันอีกชั้นหนึ่งนอกเหนือระบบความเย็นที่มีอยู่แล้ว ส่วนระยะเวลาการทำจะนานเพียงใดขึ้นกับบริเวณที่ทำว่ามากน้องเพียงใด และสถาพผิวหน้าของผู้ป่วย ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสม


หลังจากรักษาด้วย คิว-เรย์ ผิวหน้าจะแดงและค่อยๆตกสะเก็ด ประมาณ3-7วัน ก็จะลอกหลุดไปเอง ระหว่างนั้นควรหลีกเลี่ยงแสงแดดและการแต่งหน้า ทาครีมกันแดด SPF มากกว่า 30 อย่างสม่ำเสมอเพื่อปกป้องผิวจากการสัมผัสกับแสงแดดในช่วงการฟื้นฟูของผิวหนัง และปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำการรักษาค่ะ



ดูแลหัวใจ รู้จักโรคหัวใจ


สถานการณ์ของโรคหัวใจในปัจจุบัน..มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากสถิติพบว่าโรคหัวใจคร่าชีวิตคนไทยมากเป็นอันดับหนึ่ง แถมผู้ป่วยยังมีอายุเฉลี่ยน้อยลงด้วยค่ะ

อันที่จริง "โรคหัวใจ" ไม่ใช่ชื่อโรคเฉพาะแต่เป็นคำรวมๆหมายถึง โรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของหัวใจ อาทิ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด , โรคลิ้นหัวใจ , โรคกล้ามเนื้อหัวใจ , โรคหลอดเลือดหัวใจ , โรคเยื่อหุ้มหัวใจ เป็นต้น ซึ่งในบรรดาโรคหัวใจทั้งหมด โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง

ผู้ที่มีโรคหัวใจ ไม่จำเป็นต้องมีอาการทุกคน ผู้ป่วยอาจไม่มีอาหารผิดปกติเลยก็ได้ ถ้าโรคหัวใจนั้นยังไม่รุนแรงหรือเพิ่งเป็นในระยะแรก ดังนั้นควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโรคหหัวใจหากมีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้


  • เป็นโรคเบาหวาน

  • เป็นโรคความดันโลหิตสูง

  • มีระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูง

  • สูบบุหรี่จัด

  • มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ

  • หากมีอาการเตื่อนของโรคหัวใจ อาทิ เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่น หอบเหนื่อยผิดปกติเวลาออกแรง นอนราบแล้วหายใจไม่สะดวก ฯลฯ

การตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจ


การตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจแพทย์จะตรวจร่างกายทั่วไป และตรวจหาปัจจัยเสี่ยงต่อโรค เช่น วัดความดันโลหิต , ระดับน้ำตาล และ ไขมันในเลือด ตลอดจนตรวจทางโรคหัวใจ อาทิ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ(EKG) ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (ECHO) ตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกาย (EST) หรือตรวจด้วยเครื่องมือหรือเทคโนโลยีอันทันสมัยอื่นๆที่จะช่วยให้สามารถวินิจฉัยโรคทางหัวใจได้อย่างแม่นยำมากขึ้นเป็นต้นว่าการตรวจสมรรถภาพหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (ABI)


การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงหลังออกกำลังกาย การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงหลังได้รับยาบางตัว(กรณีที่เดินบนสายพานไม่ได้) การตรวจบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง (Holter Moniter) การตรวจหัวใจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (CT Scan 64 slice) หรือถ้าจำเป็นอาจต้องตรวจวินิจฉัยด้วย การสวนหัวใจและฉีดสีตรวจหลอดเลือดหัวใจ ภายในห้องปฎิบัติการสวนหัวใจ(CATH LAB) เป็นต้น


การรักษาโรคหัวใจ มีหลายวิธีขึ้นกับปัญหาของผู้ป่วยแพทย์จะพิจารณาวิธีที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอาทิ



  • การรักษาทางยา

  • การขยายหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยบอลลูนและขดลวด กรณีเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

  • การฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดถาวร (Pacemaker)

  • การผ่าตัดฝังเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจแบบอัตโนมัติการผ่าตัดหัวใจ(Cardiac surgery)

  • การผ่าตัดลิ้นหัวใจ ผ่าตัดหัวใจที่มีความผิดปกติหรือพิการแต่กำเนิด

  • ผ่าตัดทำทางเบี่ยง (Bypass) หลอดเลือดหัวใจ

  • ผ่าตัดหัวใจอื่นๆ

ผู้ป่วยโรคหัวใจจำเป็นต้องได้รับการดูแลภายหลังรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แพทย์จะนัดพบผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามผลการรักษา ดูแลเรื่องการให้ยาหรือให้คำแนะนำในการปฎิบัติตัวต่างๆ เช่น การออกกำลังกายอย่างถูกวิธี แนะนำโภชนาการที่ถูกต้อง เป็นต้น


สำหรับโรคหัวใจ..พรุ่งนี้อาจสายเกิน หากท่านสงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ ปัจจุบันมีสถานพยาบาลแห่งที่มีความพร้อมในด้านทีมแพทย์และบุคลากร ตลอดจนอุปกรณ์เครื่องมือที่จะช่วยในการตรวจวินิจฉัยและรักษา