วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

สเต็มเซลล์ (Stem cell)



อ่านจั่วหัวเรื่องแล้วหลายท่านอาจจะยังงงๆ คงต้องยอมรับว่า เรื่องของสเต็มเซลล์ยังเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปอย่างเราๆ ท่านๆ อยู่น้อยมาก ลองไปถามดูเถอะ ร้อยทั้งร้อยแทบไม่รู้จัก ยกเว้นว่าจะเป็นคนที่อัพเดทข่าวสารในแวดวงการแพทย์เป็นประจำนั่นแหละ ถึงจะพอผ่านหูอยู่บ้าง เช่นการรักษาโรคโดยใช้สเต็มเซลล์ การเก็บสเต็มเซลล์ไว้เพื่อใช้ในอนาคต เป็นต้น

สเต็มเซลล์คืออะไร?

สเต็มเซลล์ หรือ เซลล์ต้นกำเนิด เป็นเซลล์ที่สามารถแบ่งตัวและเติบโตเป็นเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้หลายชนิด ซึ่งแหล่งที่มาของสเต็มเซลล์มาจาก 2 แหล่ง คือ

1. สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ (embryonic stem cell) เป็นเซลล์ที่มีศักยภาพพัฒนาตัวเองไปเป็นเซลล์ต่างๆ ของร่างกายได้ทุกชนิด เช่น เจริญไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่างๆ ตับอ่อน ตับ ปอด ไทรอยด์ กระเพาะปัสสาวะ กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อหัวใจ ผิวหนัง สมอง เป็นต้น แต่ยังไม่สามารถนำมาใช้หรือรักษาได้เนื่องจากติดปัญหาด้านกฎหมายและศีลธรรม

2. สเต็มเซลล์จากร่างกาย (Adult stem cell) มีศักยภาพเปลี่ยนไปเป็นเซลล์อื่นได้จำกัดเพียงไม่กี่ชนิด เนื่องจากเป็นสเต็มเซลล์ที่ได้จากเซลล์เนื้อเยื่อที่โตเต็มวัยแล้ว เช่น สเต็มเซลล์จากเลือดในสายสะดือของทารกแรกเกิด หรือจากไขกระดูก เป็นต้น ซึ่งการนำมาใช้ไม่ได้เป็นการทำลายชีวิตเหมือนสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน จึงไม่มีปัญหาทางกฎหมายและศีลธรรม

สเต็มเซลล์...ความหวังในการบำบัดโรค

จากคุณสมบัติพิเศษของสเต็มเซลล์ที่สามารถแบ่งตัวและเติบโตเป็นเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้ดังกล่าว จึงมีการนำสเต็มเซลล์มาใช้รักษาโรค ที่ได้ยินบ่อยๆ แต่เราอาจไม่ทราบก็อย่างการนำสเต็มเซลล์จากไขกระดูกมาปลูกถ่ายเพื่อรักษาผู้ป่วย โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือ ลูคีเมีย

แม้ว่าทุกวันนี้จะมีรายงานทางการแพทย์ออกมาเรื่อยๆ ถึงความสำเร็จของการรักษาโรคต่างๆ ด้วยสเต็มเซลล์ แต่เท่าที่วงการแพทย์ยอมรับการนำสเต็มเซลล์มาใช้รักษาโรคแล้วได้ผลจริงก็เฉพาะในโรคเลือดเท่านั้น เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือด โรคเลือดที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม และผู้ป่วยที่ไขกระดูกถูกทำลายจากยารักษามะเร็งค่ะ

ถึงจะมีข้อจำกัดด้านการรักษา ณ เวลานี้ แต่ด้วยคุณสมบัติอันมหัศจรรย์ของสเต็มเซลล์ วงการแพทย์คาดหวังว่า หากได้มีการศึกษาสเต็มเซลล์อย่างจริงจัง ก็อาจสามารถพัฒนาองค์ความรู้ในการนำสเต็มเซลล์มาใช้รักษาอาการป่วยอันเนื่องมาจากเซลล์ เนื้อเยื่อ หรือ อวัยวะที่เสียหายหรือเสื่อมสภาพได้ ด้วยการพัฒนาไปเป็นอวัยวะตามต้องการ คล้ายๆ กับการเปลี่ยนอะไหล่รถยนต์อะไรทำนองนั้น เช่น ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ก็นำสเต็มเซลล์มากระตุ้นให้กลายเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ และฉีดเข้าไปในหัวใจเพื่อสร้างเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจใหม่ ทำให้หายจากโรคได้ เป็นต้น แต่กว่าจะถึงวันนั้น คงต้องร้องเพลงรอกันไปพลางๆ ก่อนค่ะ

สเต็มเซลล์เป็นความหวังในการบำบัดรักษาโรค ซึ่งไม่แน่ว่า...ในอนาคตโรคที่รักษาหายยากหรือไม่หายขาด เช่น โรคตับ โรคเบาหวานแต่กำเนิด โรคมะเร็ง และโรคหัวใจ อาจจะรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้สเต็มเซลล์ ปัจจุบันจึงมีบริการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือไว้ให้ลูกน้อยเหมือนกับการประกันชีวิตให้ลูกตั้งแต่แรกเกิด เผื่อว่าต่อไปในอนาคตเกิดเป็นโรคอะไรขึ้นมา ก็จะได้เอาสเต็มเซลล์ที่เก็บไว้มาใช้รักษาได้ ซึ่งบ้านเราก็มีบริการนี้เช่นกัน ใครสนใจลองศึกษาหาข้อมูลดูค่ะ


วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2553

ฝังเข็ม...แบบไร้เข็ม




การฝังเข็ม... ศาสตร์การรักษาโรคที่ก่อกำเนิดมานานนับพันปี สามารถใช้รักษาได้ผลดีในหลายโรค ดังที่เราๆ ท่านๆ ทั้งหลายทราบกัน อาทิ อัมพาต, อัมพฤกษ์, อัมพาตครึ่งท่อน, อัมพาตประสาทใบหน้า, โรคภูมิแพ้, โรคเหน็บชา, ปวดศีรษะไมเกรน, ปวดต้นคอ, ปวดหลัง, ปวดเอว, ปวดข้อต่างๆ, เวียนศีรษะ, หมอนรองกระดูกสันหลังกดเส้นประสาท, ผมร่วง เป็นต้น

ปัจจุบันการฝังเข็มได้พลิกโฉมสู่ความล้ำสมัยมากขึ้น เมื่อวงการแพทย์ได้นำเลเซอร์สุดยอดเทคโนโลยีมาใช้แทนเข็ม แต่ยังอิงหลักการฝังเข็มแบบเดิมเอาไว้

หลักการทำงานของการฝังเข็มโดยใช้เครื่องเลเซอร์

* ใช้หลักการเดียวกับการฝังเข็ม แต่ใช้แสงเลเซอร์แทนเข็ม

* แสงเลเซอร์จะเข้าไปจี้ตามจุดและเส้นต่างๆ ที่เป็นตำแหน่งในการฝังเข็มก่อให้เกิดผลต่างๆ ตามมาหลายอย่าง อาทิ

- ปรับการทำงานของอวัยวะและระบบต่างๆ ที่เสียสมดุลไปให้กลับสู่สภาพปกติ

- ช่วยยับยั้งความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติต่างๆ

- ปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติเพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอม เชื้อโรคยับยั้งปฏิกิริยาภูมิแพ้ไวเกินยับยั้งปฏิกิริยาการอักเสบ เป็นต้น

จุดเด่นของการฝังเข็มโดยใช้เลเซอร์

1. ไม่ได้ใช้เข็มจริง จึงเหมาะสำหรับคนไข้บางรายที่กลัวการติดเชื้อ กลัวเข็ม และกลัวเจ็บ

2. เครื่องเลเซอร์ฝังเข็ม จะมีหน้าปัดแสดงค่าตัวเลขให้ทราบถึงการปรับพลังงาน ณ จุดใดๆในร่างกาย จนกระทั่งเกิดความสมดุลขึ้น จึงมีความแม่นยำในการรักษา

3. ใช้แสงเลเซอร์ที่มีพลังงานต่ำ จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย

4. ใช้เวลารักษาช่วงสั้นๆ ประมาณ 10 วินาที - 2 นาที ขึ้นกับบริเวณและดุลยพินิจของแพทย์ที่ทำการรักษา

5. แพทย์ที่ทำการรักษามีความรู้เกี่ยวกับวิธีการฝังเข็ม และเข้าใจถึงการทำงานของจุดฝังเข็มในร่างกายเป็นอย่างดี

การฝังเข็มโดยใช้เลเซอร์ สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ผลดี อาทิ ปวดคอ ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดข้อ ข้อเกร็ง ข้อยึดติด เอ็นอักเสบ อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพดังกล่าว อย่างไรก็ตาม มีข้อพึงระวังในผู้ที่ตั้งครรภ์ และไม่เหมาะที่จะใช้เลเซอร์ในบริเวณที่เป็นมะเร็ง ติดเชื้อ หรือมีแผล ในกรณีนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำการรักษา

แม้การฝังเข็มโดยใช้เลเซอร์จะมีความปลอดภัยสูง แต่ผู้ป่วยควรเลือกรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน และปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์ทั้งก่อนและหลังการรักษาอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลการรักษามีความปลอดภัยสูงสุด

วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553

คำตอบจากแพทย์


อันตรายของหัดเยอรมัน

Q : ดิฉันอยากทราบว่าโรคที่ไมมีอันตรายร้ายแรงอย่างหัดเยอรมัน ทำไมต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในขณะตั้งครรภ์ ?

A : ปกติหัดเยอรมันเป็นโรคที่ไม่มีอันตราย ส่วนใหญ่จะหายได้เองภายใน 3-4 วัน แต่ถ้ามารดามีการติดเชื้อโรคนี้ในระหว่างตั้งครรภ์จะเกิดผลรุนแรงต่อทารกได้นั่นคือ ทารกที่เกิดมาจะมีโอกาสมีความพิการแต่กำเนิด (Congenital Malformation) ได้ครับ

ความพิการที่พบ อาทิ การเป็นต้อกระจกหรือต้อหิน หูหนวก หัวใจพิการหรือ ผนังหัวใจรั่ว มีผื่นเลือดออก ตับม้ามโต สมองพิการ น้ำหนักตัวน้อย มีการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ หรืออาจเกิดการแท้งตายหลังคลอด

การป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การฉีดวัคซีนในสตรีก่อนแต่งงานที่ยังไม่มีภูมิต้านทานต่อโรคนี้ ซึ่งภายหลังฉีดวัคซีนจะต้องคุมกำเนิดอย่างน้อย 3 เดือนจึงจะปล่อยให้ตั้งครรภ์ได้ การฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันจะให้ภูมิคุ้มกันได้นานถึง 10 ปีครับ

Approved by : นพ.อำนาจ เตโชวณิชย์








ฝ้า...ต้นเหตุหน้าหมองคล้ำ

Q : ดิฉันมีปัญหากลุ้มใจอยากเรียนปรึกษาคุณหมอดังนี้ค่ะ ดิฉันมีฝ้าขึ้นบริเวณโหนกแก้มสองข้าง อยากทราบวิธีรักษาที่ถูกต้อง ดิฉันไม่กล้าไปซื้อยามาทาเองกลัวผิวหน้าจะเสียค่ะ รบกวนคุณหมอช่วยไขข้อข้องใจให้ดิฉันด้วยนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ ?

A : คุณทำถูกต้องแล้วค่ะที่ไม่ซื้อยาที่มีขายในท้องตลาดมารักษาเอง เพราะฝ้าเป็นปัญหาที่ควรได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะด้านผิวหนังเท่านั้น โดยปกติการรักษาฝ้าถ้าจะให้ได้ผล แพทย์จะต้องทราบปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดฝ้า จากนั้นจึงจะพิจารณายาที่ใช้ ทั้งในแง่ฤทธิ์ของยาที่เหมาะสมกับคนไข้และผลข้างเคียงจากยา เนื่องจากการรักษาฝ้าให้ได้ผลดีนอกจากจะทำให้ฝ้าหายแล้ว ต้องทำให้ผิวหน้าเป็นปกติอยู่เหมือนเดิม โดยไม่เกิดผลข้างเคียงด้วยค่ะ

อย่างไรก็ตาม การรักษาฝ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับยาที่ใช้รักษาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากปัจจัยการเกิดฝ้าสัมพันธ์กับแสงแดดอย่างชัดเจน ถ้าเมื่อไรที่เราหลีกเลี่ยงแดดได้ฝ้าก็จะเกิดน้อย แต่ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงแสงแดดได้ก็ควรป้องกันไม่ให้ผิวหนังสัมผัสกับแสงแดดโดยตรง เช่น การทาครีมกันแดด กางร่ม หรือใส่หมวก รวมทั้งหลีกเลี่ยงปัจจัยอื่นๆ เช่นการรับประทานยาคุมกำเนิด การใช้เครื่องสำอางบางชนิด เป็นต้น ถ้าปฏิบัติได้ตามนี้โอกาสที่จะถูกฝ้าเล่นงานให้หงุดหงิดหัวใจก็น้อยลงหรือแทบไม่มีค่ะ



ตื่นมา...ตาก็สวย...ด้วยการทำตา 2 ชั้น




ดวงตาสองชั้นกลมโตมีเสน่ห์ชวนมอง ด้วยเหตุนี้การผ่าตัดทำตาสองชั้นจึงยังเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง จริงๆ แล้ว การผ่าตัดทำตาสองชั้นไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่มีตาชั้นเดียวอย่างที่หลายท่านมักเข้าใจกัน คนที่มีหนังตาตก หรือคนที่ไม่พอใจในชั้นตาที่มีอยู่ก็สามารถแก้ไขให้มีตาสองชั้นสวยใส ได้ แถมการผ่าตัดยังไม่ยุ่งยากและปลอดภัย จึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาของสาวๆ หนุ่มๆ ยุคนี้ไปเสียแล้ว

แต่ถึงจะเป็นเรื่องธรรมดา ทว่าคนที่จะทำตาสองชั้นยังต้องวางแผนและเตรียมตัวให้พร้อมก่อนผ่าตัด เริ่มจากปรึกษาและสอบถามข้อมูลจากแพทย์ผู้เชียวชาญเพื่อประกอบการตัดสินใจอีกครั้ง ถ้าแน่ใจแล้วขั้นตอนต่อมาที่สำคัญมากก็คือ แพทย์จะพิจารณาลักษณะของหนังตาเดิมและสอบถามถึงความต้องการของคนไข้ว่าต้องการชั้นตาลักษณะไหน กว้างขึ้นเท่าไร เพราะความต้องการและคาดหวังของคนไข้กับแพทย์อาจไม่ตรงกัน จึงต้องคุยให้เข้าใจตรงกันเสียก่อน หลังจากนั้นแพทย์จะจัดลักษณะของชั้นตาใหม่หลังผ่าตัดให้คนไข้ดูก่อน (โดยใช้ไม้เล็กๆ คล้ายไม้จิ้มฟันช่วยในการจัด) จนกว่าจะตรงกับความต้องการของคนไข้

จากนั้นแพทย์จะพิจารณาลักษณะของชั้นตาและเปลือกตาของคนไข้ว่ามีลักษณะบางหรือหนา หากมีเปลือกตาหนาจากไขมันสะสมจนทำให้หนังตาตกมาปิดหรือรบกวนการมองเห็น ก็ต้องขจัดไขมันส่วนเกินดังกล่าวออกด้วย

การผ่าตัดทำตาสองชั้นเป็นการผ่าตัดเล็ก ใช้เวลาไม่นาน หลังการผ่าตัดคนไข้สามารถกลับบ้านได้เลยโดยไม่ต้องนอนพักที่โรงพยาบาล แต่การใช้สายตาอาจยังไม่สะดวกนัก จึงไม่ควรขับรถมาด้วยตัวเอง นอกจากนั้นควรนำแว่นตากันแดดติดตัวมาด้วย เพื่อใช้อำพรางดวงตาหลังการผ่าตัดและป้องกันฝุ่น

โดยทั่วไป การผ่าตัดทำตาสองชั้น มีด้วยกันสองวิธี วิธีแรกเป็นการผ่าตัดโดยการกรีดชั้นของหนังตา วิธีนี้แพทย์จะใช้มีดผ่าตัดหรือแสงเลเซอร์ กรีดเปิดผิวหนังตาตั้งแต่หัวตาไปจนถึงหางตา ตำแหน่งของรอยกรีดโดยมากจะเป็นตำแหน่งของชั้นตาที่คนไข้ต้องการ อย่างไรก็ตามแพทย์มักนิยมผ่าตัดแบบธรรมดาด้วยมีดผ่าตัดร่วมกับการใช้ปลายเข็มไฟฟ้าที่มีปลายคมมากกว่าครับ ส่วนการกรีดลงบนผิวหนังที่เปลือกตาจะยาวมากน้อยเพียงใดก็แล้วแต่เทคนิคการผ่าตัด รวมทั้งปริมาณผิวหนังและไขมันที่ต้องการเอาออก เมื่อแพทย์เย็บปิดแผลที่กรีดดังกล่าว ก็จะสร้างชั้นหนังตาขึ้นใหม่เป็นตา 2 ชั้นครับ

ส่วนวิธีที่สองคือ การเย็บชั้นโดยไม่ต้องกรีดหนังตา วิธินี้ใช้สำหรับคนที่มีลักษณะเปลือกตาชั้นเดียวที่ไม่มีไขมันมากและหนังตาไม่หย่อนตกลงมากเกินไป เพราะไม่สามารถเอาไขมันและผิวหนังส่วนเกินออกไปด้วยได้ วิธีการก็เพียงแต่เย็บรอยไหมเข้าไปที่เปลือกตา อาจจะเป็นสองจุดหรือสามจุดก็ได้ ข้อด้อยของวิธีนี้ก็คือ มีโอกาสที่ไหมที่ร้อยไว้จะหลุดได้ หรือบางครั้งจะเป็นจุดบุ๋มอยู่ช่วงหนึ่งทำให้ดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ ส่วนข้อดีก็คือ มีอาการบวมไม่มากนัก และไม่ต้องคอยระวังเรื่องแผลมากเนื่องจากเป็นจุดเย็บที่เปลือกตาเท่านั้น

โดยปกติการผ่าตัดทำตาสองชั้นจะใช้เวลาประมาณ 30 - 45 นาที ก่อนการผ่าตัดแพทย์อาจจะให้คนไข้รับประทานยาคลายกังวล จากนั้นจึงฉีดยาชาบริเวณหนังตาด้านบนเพื่อไม่ให้คนไข้รู้สึกเจ็บในระหว่างผ่าตัด ต่อจากนั้นแพทย์จะแบ่งชั้นเปลือกตาตามตำแหน่งที่วัดไว้ หรือตามความต้องการและความเหมาะสม หากมีไขมันส่วนเกินที่บริเวณเปลือกตาก็จะตัดไขมันและผิวหนังเปลือกตาที่บริเวณนั้นออกบางส่วน ปกติรอยมีดที่กรีดจะสูงประมาณ 5 มิลลิเมตรหรืออาจมากกว่านั้นหากคนไข้ต้องการชั้นตาหนาใหญ่ จากนั้นจะเย็บกล้ามเนื้อที่ยกเปลือกตา แล้วดึงผิวหนังตาให้พับตัวขึ้นกลายเป็นสองชั้นตามต้องการ

แพทย์จะทำการเย็บบริเวณที่กรีดด้วยไหมเส้นเล็กมากเพื่อให้เห็นรอยเย็บน้อยที่สุด เมื่อแผลหายรอยแผลจะถูกซ่อนอยู่ในชั้นตาที่สร้างขึ้นใหม่ จึงมองไม่เห็นเวลาลืมตาตามปกติ หลังการผ่าตัดคนไข้ต้องนอนพักสังเกตอาการที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 2 - 3 ชั่วโมง ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติก็จะอนุญาตให้กลับบ้านได้

ภายหลังทำตาสองชั้น ในช่วง 2 วันแรกควรประคบเย็น (บรรจุน้ำแข็งถุงพลาสติกแล้วหุ้มด้วยผ้าขนหนูอีกชั้นหนึ่ง) ที่บริเวณหน้าผากและรอบดวงตาบ่อยๆ เพื่อบรรเทาอาการบวมและช่วยห้ามเลือดซึม หลังผ่าตัด 24 ชั่วโมงให้เริ่มทายาขี้ผึ้งเคลือบที่บริเวณแผลตรงเปลือกตา รับประทานยาแก้อักเสบและยาลดบวมตามที่แพทย์จัดให้ หากมีอาการปวดก็สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้ หลังการผ่าตัด 3 วันจึงค่อยล้างหน้าตามปกติแต่ควรใช้น้ำอุ่นเพื่อจะได้ล้างทำความสะอาดใบหน้าได้ง่ายขึ้น หากต้องการทำความสะอาดแผลบริเวณดวงตา ให้ใช้สำลีก้อนชุบน้ำอุ่นเช็ดเบาๆ แล้วค่อยทายาครีมหรือขี้ผึ้งยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์จัดให้ ปกติแพทย์จะนัดตัดใหม่ประมาณ 5 - 7 วันหลังผ่าตัดครับ

ในกรณีที่คนไข้ใส่คอนแทคเลนส์อยู่ ควรเปลี่ยนไปสวมแว่นตาแทนในช่วงสัปดาห์แรก หรือจนกว่าจะหายบวม เพราะการดึงเปลือกตาเพื่อใส่คอนแทคเลนส์อาจทำให้แผลผ่าตัดที่เย็บไว้เปิดแยกจากกันได้

โดยทั่วไป อาการบวมจะมีอยู่ประมาณ 3 วันและจะเริ่มยุบบวมในวันทื่ 4 ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าสู่สภาวะปกติในสัปดาห์ที่ 4 ทีนี้ก็จะเห็นชั้นดวงตาที่สวยงาม แต่ตัวคนไข้นั้นสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติหลังจากผ่าตัดไปแล้ว 3 วันครับ

สำหรับผลข้างเคียงในการทำตาสองชั้นก็อาจพบได้บ้าง เช่น มีอาการฟกช้ำบวมถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในการผ่าตัดทั่วไป แต่ถ้าคนไข้ดูแลอย่างถูกต้อง เพียงแค่ 2 - 3 สัปดาห์ รอยฟกช้ำก็จะหายไปหมดเกลี้ยงไม่เหลือร่องรอยให้สังเกตได้ ส่วนอีกเรื่องคือ ชั้นตาไม่เท่ากัน โดยทั่วไปหลังการผ่าตัดในระยะแรกอาจจะมีการบวมที่ไม่เท่ากันทำให้ชั้นตาดูต่างกันหรือสูงไม่เท่ากันได้ คนไข้จึงต้องใจเย็นๆ รอจนอาการบวมยุบหายเป็นปกติก่อนจึงจะได้ชั้นตาที่เท่าๆ กันและสวยสมใจ

หลังการทำตาสองชั้น ชั้นตาจะอยู่กับคนไข้ตลอดไป ในทางการแพทย์พบได้ไม่บ่อยนักว่าชั้นของตามีการเลือนหายไป แต่ถ้าเป็นขนาดของชั้นตาเล็กลงล่ะก็มีโอกาสพบได้ครับ เนื่องจากอายุที่มากขึ้น หรือจากความหย่อนยานของผิวหนังเปลือกตา ร่วมกับการหย่อนลงของส่วนอื่นๆ เช่น คิ้ว หน้าผาก เป็นต้น แต่ก็ต้องใช้เวลานานหลายๆ ปี หรือ หลายสิบปีขึ้นไป

คราวนี้คุณก็จะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ด้วยตาสองชั้นที่กลมสวย เชื่อว่ายังไงๆ ตาสองชั้นก็ไม่มีวันตกยุคตกสมัย


อำพรางสัดส่วน...เสริมความมั่นใจ



คุณผู้หญิงที่มีรูปร่างไม่สมส่วน ถึงจะสวมใส่เสื้อผ้ายี่ห้อแพงๆ ตัดเย็บอย่างดี ก็ใช่ว่าจะช่วยให้ดูดีขึ้นได้ ในฉบับนี้เรามีเทคนิคการอำพรางรูปร่างในส่วนที่ไม่ต้องการให้เป็นเป้าสายตามาฝากค่ะ

- ลดขนาดต้นแขนด้วยเสื้อแขน 3 ส่วน ถ้าคุณมีต้นแขนใหญ่ การใส่เสื้อแขนกุด โทนสีอ่อน จะยิ่งเน้นให้ต้นแขนดูใหญ่ขึ้น วิธีแก้คือ ให้ใส่เสื้อแขน 3 ส่วน ปกปิดต้นแขนของคุณไว้

- หน้าอกเล็กลงด้วยเสื้อสีเข้ม ผู้หญิงที่มีหน้าอกโตแล้วยังใส่เสื้อหลวมๆ สีอ่อนมีลายยาวเป็นทาง แถมยังใส่กระโปรงสีเข้มอีก สิ่งที่ว่ามาทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ไปเน้นความใหญ่ของหน้าอก ที่ถูกต้องควรสวมเสื้อที่มีสีเข้ม ยิ่งเป็นสีดำยิ่งดี เสื้อที่ว่าไม่ต้องมีลายอะไรไม่ว่าลายทางยาวหรือทางขวาง ที่สำคัญต้องเป็นเสื้อที่รัดรูป ใส่คู่กับกระโปรงสีอ่อนๆ ทั้งหมดนี้ช่วยซ่อนรูปและพรางตาให้หน้าอกมีขนาดเล็กลง

- ผู้หญิงที่มีก้นใหญ่ ควรเลี่ยงกางเกงหลวมๆ สีอ่อนๆ ที่จะเน้นความใหญ่ของก้นให้สวมกางเกงรัดรูปสีเข้มๆ หรือ สีดำจะดีกว่า จะพรางตาให้ดูเหมือนว่าก้นคุณไม่ได้ใหญ่โตมาก แต่ถ้าใส่สีเข้มทั้งเสื้อและกางเกงแล้วดูไม่ค่อยสดใส่ก็อาจใส่เสื้อสีโทนร้อนแรง เพื่อเพิ่มสีสันขึ้นก็ได้

- ผู้หญิงที่มีช่วงขายาวและเล็กหรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า "ขาตะเกียบ" มักมีปัญหาเวลาสวมกระโปรงสั้นแค่เข่า ยิ่งถ้ากระโปรงนั้นมีสีดำด้วยแล้ว ก็จะยิ่งเน้นความเล็กและยาวของขา ทางแก้คือให้หากระโปรงยาวเลยเข่าสีโทนอ่อน เช่น สีขาว สีเทา สีครีมมาใส่ โทนสีอ่อนๆ สามารถอำพรางให้ดูเหมือนว่าคุณมีช่วงขาที่สมส่วน ถ้าได้ใส่เข้าคู่กับรองเท้าบู๊ตยาวประมาณเข่า ก็จะช่วยปิดบังท่อนขาช่วงล่างของคุณทำให้ดูดีขึ้นอีกเป็นกอง

เทคนิคการแต่งตัวเล็กๆ น้อยๆ ที่คนมักมองข้ามเหล่านี้ จะช่วยอำพรางหุ่นที่ไม่สมส่วนของคุณได้ ลองหยิบไปเป็นไอเดียในการแต่งตัวคราวต่อไปดูนะคะ

ระวังโรคตา...คนออฟฟิศ



คนทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกัน
วันละหลายๆ ชั่วโมงเสี่ยงต่อการเป็นโรคตา
ที่เรียกว่า คอมพิวเตอร์ วิชั่น ซินโดรม
(Computer Vision Syndrome)อาการคือ
ปวดเบ้าตา ปวดต้นคอ มีอาการอ่อนล้าทางประสาทตา
มีภาวะตาแห้ง หรือมีรอยบวมเห็นเป็นถุงใต้ตาโปนออกมา เป็นต้น
การป้องกันให้ปฏิบัติดังนี้
- ปรับแสงหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้พอเหมาะ
- อย่าเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ
- ควรพักสายตาทุก 15 นาที ด้วยการมองออกไปไกลๆ
- ถ้ารู้สึกสายตาอ่อนล้าอย่าขยี้ตาให้นวดคลึงเบาๆ
และบริหารดวงตาเพื่อคลายความตึงเครียด
ด้วยการกลอกตาไปมา-เป็นวงกลมหลายๆ รอบ เป็นต้น
ข้อปฏิบัติง่ายๆ ที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง...ทำให้เคยชินเพื่อดวงตาของคุณค่ะ

วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

4 สเต็ปคืนความสดชื่น




ท่านผู้อ่านที่คร่ำเคร่งกับงานเสียจนดวงตาเริ่มอ่อนล้า ไร้แววสดใส แถมใบหน้าก็หมองคล้ำ ไร้เลือดฝาด เรามาลองพักงานสัก 5 นาที มาฟื้นคืนความมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วย 4 สเต็ปการนวดนี้

1. รวบผมหรือใส่ที่คาดผมเพื่อเปิดหน้าผาก ล้างมือให้สะอาด จากนั้นยืนหน้ากระจกเพื่อให้เห็นตำแหน่งในการนวดชัดเจน หายใจเข้าลึกๆ 3 ครั้ง แล้ววางนิ้วทั้งสี่ของมือขวาอีกครั้ง (ยกเว้นนิ้วโป้ง) ไว้บนหน้าผาก ให้นิ้วก้อยอยู่ระดับคิ้ว นิ้วทั้งสี่ของมือซ้ายวางต่อขึ้นไป จากนั้นค่อยๆ กดน้ำหนักที่ปลายนิ้วแล้วนวดไล่ขึ้นไปตรงๆ นวดสลับมือซ้ายและขวา 20 ครั้ง

2. วางปลายนิ้วทั้งสี่ (ยกเว้นนิ้วโป้ง) ของมือทั้งสองข้างไว้ที่หน้าผาก โดยให้นิ้วก้อยอยู่ระดับคิ้ว นิ้วชี้อยู่ระดับไรผม จากนั้นกดน้ำหนักลงที่ปลายนิ้วแล้วค่อยๆ ลากมือทั้งสองออกด้านข้างจนถึงขมับ โดยให้ลากช้าๆ เน้นการลงน้ำหนักไปบนผิวหนังตลอดการลากมือ ทำซ้ำแบบเดิม 20 ครั้ง

3. วางนิ้วชี้และนิ้วกลางของมือซ้ายลงบนหน้าผากโดยให้นิ้วทั้งสองห่างกันเล็กน้อย ส่วนมือขวาให้ใช้นิ้วกลางเพียงนิ้วเดียววางไว้ที่กึ่งกลางหน้าผาก จากนั้นกดน้ำหนักลงที่ปลายนิ้วแล้วค่อยๆ ลากนิ้วทั้งสามจากกึ่งกลางหน้าผากออกไปด้านข้างจนถึงขมับแล้วดันนิ้วกลับมายังกึ่งกลางหน้าผากดังเดิม ทำสลับเช่นนี้ 20 ครั้ง

4. วางนิ้วกลางและนิ้วนางมือขวาลงบนหว่างคิ้ว หายใจเข้าลึกๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหัวไหล่และแผ่นหลัง แล้วเริ่มวนนิ้วทั้งสองเป็นวงกลม วนไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ ในแนวตรงจนถึงไรผมแล้วไล่กลับมายังหว่างคิ้ว ทำสลับเช่นนี้ 20 ครั้ง

เพียง 5 นาที กับ 4 สเต็ปการนวด ก็จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายขึ้น ดวงตากลับมาสดใส ใบหน้าสดชื่นสมองกลับมามีพลัง พร้อมลุยงานต่อแล้ว